ควันรถ เสี่ยงมะเร็งปอด คุณว่าจริงหรือไม่?

ควันรถ
ควันรถ
ปกติแล้วเราจะคิดว่า ควันรถ ที่เป็นอันตราย ต้องเป็นควันรถที่มีสีดำ หรือเทาเข้มเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วควันรถที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นกัน

สารบัญ

ควันรถ เสี่ยงมะเร็งปอด คุณว่าจริงหรือไม่?

ควันรถประกอบไปด้วย

วิธีป้องกันมลภาวะบนท้องถนน

สรุป

ควันรถ เสี่ยงมะเร็งปอด คุณว่าจริงหรือไม่?

กรุงเทพมหานครเป็นแชมป์ในเรื่องของ “รถติด” มานานนับหลายปี มลพิษทางอาการอย่างเช่น ควันรถ สิ่งที่ตามมากับปัญหารถติดยังตามมาอีกเป็นพรวน ไม่ว่าจะมลพิษทางเสียงที่มาจากเสียงเครื่องยนต์ เสียงแตร เสียงบิดมอเตอร์ไซค์ หรืออาจจะเสียงทะเลาะเบาะแว้งของคนขับที่ใจร้อน และไม่รักษาระเบียบวินัยในการขับขี่

แต่ที่แย่ที่สุดก็เห็นจะเป็นควันรถที่ไม่มีสี อันตรายหรือไม่? ปกติแล้วเราจะคิดว่าควันที่อันตราย ต้องเป็นควันรถที่มีสีดำ หรือเทาเข้มเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วควันรถที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นกัน เพราะนั่นอาจไม่ถึงก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่เกิดจากเครื่องยนต์สันดาปไม่สมบูรณ์ บวกกับการไม่ดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพปกติตลอดเวลา อุปกรณ์ขจัดมลพิษในท่อไอเสียอาจทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทำให้ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศผ่านท่อไอเสียเป็นจำนวนมาก ได้เลยหรือไม่ ไปหาคำตอบกันค่ะ

 

ควันรถประกอบไปด้วย

ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ประกอบไปด้วย คาร์บอนมอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดนคาร์บอน ไนตริคออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ อัลดิไฮด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และยังมีเขม่าควันที่ออกมาพร้อมกัน ประกอบไปด้วย ผงคาร์บอน สารประกอบของตะกั่ว สารจำพวกฟินอลส์ น้ำมันรถยนต์ สารอินทรีจำพวกไนโตร ยางเหนียว ซึ่งประกอบด้วยโปลี่ซายคลิก อโรเมติก ไฮโดรคาร์บอน และอื่นๆ อีกมากมาย

สารประกอบของ ควันรถ ที่ทำให้เกิดมะเร็งมีสารประกอบในควัน และเขม่ารถยนต์ ทั้งจากน้ำมันดีเซล และเบนซิลหลายตัว ที่มีงานวิจัยพบว่าเป็นสารก่อมะเร็งจริงๆ เช่น ไพเรนซ์ 1,2 เบนโซไพริน 3,4 เบนโซไพริน ฟลูออแรนทีน ไดแบนแซนทราซีน เป็นต้น

เมื่อสูดเอาสารเหล่านี้เข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายมากๆ จึงอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ ทั้งมะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

ควันรถที่ไม่มีสี อันตรายหรือไม่? ปกติแล้วเราจะคิดว่าควันที่อันตราย ต้องเป็นควันรถที่มีสีดำ หรือเทาเข้มเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วควันรถที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นกัน เพราะนั่นอาจไม่ถึงก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่เกิดจากเครื่องยนต์สันดาปไม่สมบูรณ์ บวกกับการไม่ดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพปกติตลอดเวลา อุปกรณ์ขจัดมลพิษในท่อไอเสียอาจทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทำให้ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศผ่านท่อไอเสียเป็นจำนวนมาก

มีสารประกอบในควัน และเขม่ารถยนต์ ทั้งจากน้ำมันดีเซล และเบนซิลหลายตัว ที่มีงานวิจัยพบว่าเป็นสารก่อมะเร็งจริงๆ เช่น ไพเรนซ์ 1,2 เบนโซไพริน 3,4 เบนโซไพริน ฟลูออแรนทีน ไดแบนแซนทราซีน เป็นต้น

เมื่อสูดเอาสารเหล่านี้เข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายมากๆ จึงอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ ทั้งมะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

 

วิธีป้องกันมลภาวะบนท้องถนนจาก ควันรถ

เชื่อว่าทุกวันนี้ใครหลายๆ คนก็คงจะรู้สึกว่าการจราจรบนท้องถนนนั้นเป็นเรื่องที่แสนน่าเบื่อ และนอกจากความน่าเบื่อแล้ว ในท้องถนนยังเต็มไปด้วยฝุ่นและควันจากท่อไอเสีย ที่พร้อมจะทำลายสุขภาพของพวกเราอยู่ตลอดเวลา แต่จะไม่ให้ใช้ถนนก็คงจะเป็นได้ยาก แถมระบบขนส่งก็ใช่ว่าจะตอบโจทย์ เพราะฉะนั้นที่เราพอจะทำได้ก็คือ การดูแลสุขภาพ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาจากมลภาวะบนท้องถนนกับตัวเอง ดังนั้น วันนี้เราจึงมีวิธีป้องกันมลภาวะบนท้องถนนมาฝากทุกคน

แต่ก่อนที่เราจะไปพูดถึงวิธีป้องกัน เราควรจะรู้ก่อนสักนิดว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดมลภาวะบนท้องถนนนั้นมีอะไร ซึ่งส่วนมากก็จะมาจากยานพาหนะต่างๆ ที่แล่นได้จากพลังงานที่มาจากการเผาไหม้ของน้ำมันเบนซิน หรือน้ำมันดีเซลในเครื่องยนต์ เช่น รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ ไปจนถึงรถตุ๊กๆ โดยรถเหล่านี้จะปล่อยสารพิษ และไอควัน รวมไปถึงก๊าชต่างๆ ออกมาทางท่อไอเสีย และลอยขึ้นไปในอากาศ ซึ่งพอสะสมมากขึ้นทุกวันๆ ก็เป็นสาเหตุให้เกิดมลภาวะ

เมื่อรู้แล้วว่าสาเหตุของมลภาวะบนท้องถนนนั้นคืออะไร เราก็มาดูวิธีป้องกันตัวเองจากมลภาวะที่ว่านั้นกันดีกว่า

1.หลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือลดกิจกรรมนอกบ้าน อาจจะฟังดูง่าย แต่ก็เป็นการรับมือที่ค่อนข้างดี เพราะถ้าไม่ออกไปนอกบ้านบ่อยๆ ก็ไม่ต้องไปเผชิญกับมลภาวะบนท้องถนนบ่อยๆ เช่น การออกไปออกกำลังกายนอกบ้านตามสวนสาธารณะ ก็ควรเปลี่ยนเป็นออกกำลังกายที่บ้าน หรือในร้านฟิตเนสแทน

2.ปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร แม้จะไม่ได้ออกไปข้างนอก ก็ใช่ว่าในบ้านหรือที่ทำงานของเรานั้นจะปลอดภัยจากมลภาวะบนท้องถนน ยิ่งโดยเฉพาะคนที่มีบ้านหรือที่ทำงานอยู่ติดถนนด้วยแล้ว สิ่งที่ควรทำก็คือปิดหน้าต่างให้หมดในช่วงที่มลพิษสูง หรือช่วงที่การจราจรคับคั่ง ปรับเครื่องปรับอากาศให้เป็นระบบหมุนเวียนอากาศในอาคารมาหมุนเวียนแทนที่จะดึงเอาอากาศภายนอกเข้ามา ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ควรพิจารณาหาเครื่องฟอกอากาศที่มีเครื่องกรองอนุภาคฝุ่นละอองที่มีประสิทธิภาพสูงเอาไว้ด้วย เพื่อลดระดับอนุภาคภายในอาคาร นอกจากนี้ควรหมั่นทำความสะอาดอาคารและคอยดูแลให้ปราศจากควัน และควรหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งที่มีการเผาไหม้ เช่น ธูป เทียน หรือการปิ้งย่างต่างๆ

3.ใช้ระบบหมุนเวียนอากาศภายในรถระหว่างขับรถ เพื่อที่จะได้ไม่ดึงเอาอากาศจากภายนอกเข้ามาในรถ เพราะว่าการอยู่ในรถยนต์ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยจากมลภาวะ เพราะอากาศในรถยนต์นั้นเป็นระบบปิด เมื่อมีการเปิดหรือปิดประตูก็มีโอกาสสูงที่ฝุ่นละอองจะเข้ามาในรถ ที่ทำได้จึงเป็นการลดการเอาอากาศจากข้องนอกเข้ามาในรถนั่นเอง

4.สวมหน้ากากป้องกันทางเดินหายใจที่เหมาะสม โดยเฉพาะหน้ากาก N95 (กรองได้อย่างน้อยร้อยละ 95) และ N99 (กรองได้อย่างน้อยร้อยละ 99) แต่ต้องสวมใส่อย่างถูกต้องเท่านั้น ถึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น ต้องแน่ใจว่าทุกครั้งที่สวมนั้นถูกต้องตามวิธีที่ระบุไว้ และหมั่นตรวจสอบให้หน้ากากกระชับกับหน้าอย่างเหมาะสมอยู่เสมอ

5. นอกจากนี้เราควรสนใจและใส่ใจสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัว การมี เครื่องฟอกอากาศ ดีดีซักเครื่องไว้ในบ้าน ( Air Pura ) เป็น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการ บรรเทาอาการจากมลพิษทางอากาศได้ ซึ่งมันจะช่วยกรองมลพิษต่าง ๆ ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และให้อากาศบริสุทธิ์กับเรา เหมาะแก่การที่เราอยู่ในบ้าน หรือในรถ เพราะบ้าน ใช่ว่าจะปลอดภัยต่อ ฝุ่น PM 2.5 เพราะเป็นฝุ่นขนาดเล็ก มันสามารถเข้าได้แน่นอน ดังนั้นการใช้ เครื่องฟอกอากาศ ก็เป็นตัวช่วยหนึ่งที่ดี

 

สรุป

จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ ได้กล่าวถึง อันตรายของการสูดดมแกสคาร์บอนมอนอกไซด์ว่า อาจจะทำให้เกิดการระคายเคือง ปวดศีรษะ เซื่องซึม เคลิบเคลิ้ม สั่นกระตุก หายใจติดขัด หมดสติไม่รู้สึกตัว หัวใจเต้นผิดปกติ เนื่องจาก มีฮีโมโกลบินน้อยกว่าปกติ และมีผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งเมื่อระบบแอร์ของรถยนต์ดูดแกสเหล่านี้เข้ามาเมื่อเรานอนหลับอยู่เราก็จะสูดดมแกสเหล่านี้เข้าไปด้วย และจะส่งผลต่อร่างกายของเราโดยทำให้เราค่อยๆ หมดสติจนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตไปในที่สุด

วิธีป้องกัน หากขับรถทางไกลติดต่อกันนานหลายชั่วโมง อาจทำให้ผู้ขับขี่เกิดอาการอ่อนเพลีย หรือล้า ถึงขั้นต้องนอนพัก วิธีป้องกัน หากไปต่อไม่ไหวจริงๆ จำเป็นต้องนอนสักงีบ ก็ควรแวะเข้าปั๊มหาที่จอดที่ปลอดภัยที่สุด อากาศถ่ายเทดีๆ และลดกระจกลงเล็กน้อยทั้งสี่บาน แต่วิธีที่ดี และปลอดภัยที่สุด คือ ก่อนการขับรถทางใกล้ หรือทางไกล ควรพักผ่อนให้เต็มที่ ดีและปลอดภัยทั้งตัวเราและเพื่อนร่วมทางอีกด้วย

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *